ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
โพสต์เมื่อ : 1 ก.ค 2565 เวลา 11:8 น.
ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
ภาวะปวดเป็น Alarm ที่ร่างกายส่งสัญญาณมาบอกว่ามีบางอย่างในร่างกายผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาโครงสร้างไม่อยู่ในความสมดุล misalignment ไป บางโครงสร้างทำงานเยอะไป บางโครงสร้างทำงานน้อยไป ทำให้ระบบร่างกายเกิดการปรับตัวของระบบโครงสร้างกล้ามเนื้อ ข้อต่อ เอ็นกล้ามเนื้อ เส้นประสาท พังผืด อวัยวะภายใน ระบบน้ำเหลืองและภูมิคุ้มกัน เชื่อมโยงกับระบบประสาทให้เกิดภาวะพร่องสมดุล
การตรวจวิเคราะห์ระบุปัญหาได้อย่างชัดเจน รวมถึงกระบวนการรักษาที่ตรงสาเหตุ การออกกำลังกายที่จำเพาะเจาะจงกับสาเหตุของโรค จะสามารถทำให้คนไข้มีผลการรักษาที่ดี ยั่งยืน สามารถกลับไปใช้ร่างกายในการประกอบกิจวัตรต่างๆ รวมถึงเคลื่อนไหวได้อย่างมีคุณภาพ คุณภาพชีวิตดีขึ้น
ปวดกราม
- ปวดขากรรไกร
- ขากรรไกรค้าง
- หูอื้อ
ปวดคอ-บ่า
- Office Syndrome
- หมอนรองกระดูกคอเคลื่อน
- ปวดคอ-บ่า ร้าวลงแขน
- ข้อต่อคอติด
- กระดูกคอตีบแคบ-เคลื่อน
ปวดสะบัก
- ปวดสะบักร้าวลงแขน
- นั่งก้มนานๆ
- หายใจไม่อิ่ม
ปวดไหล่
- เอ็นกล้ามเนื้ออักเสบ
- ไหล่ติด
- หลังค่อม
ปวดศอก
- ปวด-ชา-ข้อศอก
- ข้อศอกติด-เคลื่อน
ปวดหลัง
- ปวดหลัง-ปวดชาร้าวลงขา
- ปวดหลังร้าวลงสะโพก
- แผลผ่าตัดหน้าท้อง
- หมอนรองกระดูกเคลื่อน
- กระดูกสันหลังตีบ
ปวดสะโพก
- ปวดสะโพก-ร้าวลงขา
- ปวดขาหนีบ
- ชิงกรานเคลื่อน-ติด
- กระดูกก้นกบเคลื่อน-ติด
ปวดเข่า
- ปวดเข่า
- เข่าติด
- หมอนรองเข่าปลิ้น
- เอ้นเข่าอักเสบ
- เจ็บลูกสะบ้า
ปวดข้อเท้า-เท้า
- ปวดข้อเท้า-ข้อเท้าพลิก
- เจ็บเอ้นร้อยหวาย
- Shin-splint
- รองช้ำ
- ข้อเท้าติด
นิ้วล็อค
อาการ
- ดึงกึกเมื่องอหรือเหยียดนิ้ว
- นิ้วแข็งตอนเช้า
- ตึงหรือนูนโคนนิ้ว
- นิ้วล็อคเมื่องอนิ้ว
- เหยียดนิ้วไม่ได้
ระยะของนิ้วล็อค
ระยะ 1. ปวดโคนนิ้วมือ กดบริเวณฐานนิ้วจะปวดมากขึ้น แต่ยังไม่มีสะดุด
ระยะ 2. สะดุดเวลาขยับนิ้ว งอนิ้ว และเหยียดนิ้ว
ระยะ 3. งอนิ้วลงจะมีอาการติดล็อค ไม่สามารถเหยียดนิ้วออกเองได้ ต้องใช้มืออีกข้างช่วยแกะ
ระยะ 4. มีอาการอักเสบและบวม ปวดมากไม่สามารถเหยียดนิ้วได้
กลุ่มเสี่ยงภาวะนิ้วล็อค
การใช้งาน ทำกิจกรรมที่ต้องกำมือแน่นหรือรับน้ำหนักเป็นเวลานาน รวมทั้งทำซ้ำบ่อยๆ เช่น หิ้วของ ทำสวน เล่นโทรศัพท์ เป็นต้น (โรคประจำตัวบางชนิด เช่น เบาหวาน รูมาตอยด์ เก๊าท์)
OFFICE WORKER นิ้วล็อคจริงหรือ?
ต้นเหตุอาจมาจากบริเวณอื่น เช่น แขน,บ่า,คอ เนื้องจากล้ามเนื้อมือเชื่องโยงกับกล้ามเนื้ออื่นๆ ผั่งด้านหน้า/หลัง ทั้งกลุ่มมัดตื้น/ลึก ดังนั้นกลุ่มคนทำงานที่ใช้แขน, คอ, บ่า หลังค่อม เช่น งาน office ก็นิ้วล็อคได้
สาเหตุของนิ้วล็อค
1.ข้อติด ข้อต่อบริเวณข้อมือ-มือยึดติด ทำให้กล้ามเนื้อ/เอ็น/เนื้อเยื่อ บริเวณนั้นเกิดความตึงตัวและขาดความยืดหยุ่นในการเคลื่อนไหว
2.กล้ามเนื้อคอมัดลึก/กระบังลม/แกนกลาง ไม่แข็งแรง ส่งผลให้เกิดการใช้งานแขน/มือ มากเกินไป (รับ load มาก)
ภาวะที่เกิดร่วมกับภาวะนิ้วล็อค
- ระบบไหลเวียนไม่ดี (Poor circulation)
- ระบบหลอดเลือดแดง/ดำ
- ระบบน้ำเหลือง
- ตึงรั้งเส้นประสาท (Nerve tension) บางรายอาจมีปวด/ชา/ตึงร้าวไปบริเวณอื่น
- ข้อติดบริเวณมือ/ข้อมือ ในกรณีนิ้วล็อคมานานส่งผลให้ข้อต่อยึดติดเพิ่มขึ้น
การรักษาทางกายภาพบำบัด
Myofascial Release
ลดการยึดรั้งของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อต่างๆ บริเวณมือและบริเวณอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกันจากการตรวจร่างกาย
Joint Mobilization
จัด ดัด ดึงข้อต้อบริเวรณมือ ข้อมือที่ยึดติด
คลายปมนูนบริเวณมือด้วยเทคนิคต่างๆ (Nodule)
- Deep friction (กดตลายปมด้วยมือ)
- เครื่องมือทางกายภาพบำบัด
- Ultrasound
- Laser
- Shockwave
Nerve Mobilization
ยืดเส้นประสาทที่ตึงรั้ง
Breathing & Core stabilization exercise
ปรับรูปแบบการหายใจที่ถูกต้องเพื่อลดการเกร็งของกล้ามเนื้อคอ/บ่า/แขน ร่วมกับฝึกกล้ามเนื้อแกนกลาง
Specific Exercise
ออกแบบท่าออกกำลังกายให้เหมาะสมในแต่ละบุคคล จากการตรวจร่างกายเพื่อลดการทำงาน (load) บริเวณกล้ามเนื้อที่ใช้งานเยอะ
ปวดกราม
ทำท่าคลายปวดกราม
1.ยืดเส้นประสาทกราม
- นั่งหันคอและเอียงหูกาไหล่ตรงข้ามฝั่งที่ต้องการยืน
- ขยับกรามไปซ้าย-ขวา
- ทำช้าๆ 10 ครั้ง 3 sets
Office syndrome คือ อาการปวดตามส่วนต่างๆ ของร่างกายที่เกิดจากการทำงาน ซึ่งเรียกได้อีกชื่อว่า “Work related musculoskeletal pain”
สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดคือ
- ทำงานในท่าเดิมๆ
- ทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน
- มีท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสม
- พักผ่อนไม่เพียง
ดังนั้น ออฟฟิตซินโดรมคือกลุ่มอาการปวดที่เกิดขึ้นจากการทำงานลักษณะเดิมๆ ซ้ำจนเกิดการบาดเจ็บของโครงสร้างร่างกาย ซึ่งได้แก่ กล้ามเนื้อ เอ็น ข้อต่อ และกระดูก
ตำแหน่งที่มักมีอาการปวด
จากท่าทางการทำงานเอกสารหรือการใช้คอมพิวเตอร์ มักจะทำให้เรานั่งอยู่ในท่าหลังค่อม และยื่นคอไปด้านหน้า เพื่อให้ทำงานได้สะดวกขึ้น เป็นการเพิ่มการทำงานของกล้ามเนื้อคอและหลัง ซึ่งเป็นต้นเหตุของอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ความสูงของโต๊ะและเก้าอี้ที่ที่ไม่เหมาะสมนั้นทำให้กระดูกสันหลังอยู่ในทางโค้งงอผิดปกติ เกิดแรงกดอัดต่อเส้นประสาทและหมอนรองกระดูกสันหลัง ทำให้เกิดอาการปวดคอและหลังได้
การนั่งทำงานในท่าคอยื่นและหลังค่อมนานๆ จะทำให้กล้ามเนื้อคอบ่าและไหล่ทำงานไม่สมดุลกัน โดยสามารถเรียกภาวะนี้ได้ว่า upper crossed syndrome สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ กล้ามเนื้อบ่าและหน้าอกตึง กล้ามเนื้อก้มคอและหนับสะบักอ่อนแรง
นั่งคอยื่น หลังค่อม เกิดอะไรขึ้น? เมื่อคอเรายื่นออกมากหรือก้มมากๆ กล้ามเนื้อคอและบ่าจะทำหน้าที่เหมือนเชือกที่ดึงรั้งน้ำหนักของศรีษะที่ถ่วงไปได้ ด้านตามแรงโน้มถ่วงของโลก ยิ่งก้มหรือยื่นมาก จะยิ่งเกิดน้ำหนักมาก เพิ่มการทำงานของกล้ามเนื้อ ทำให้ปวดมเอยได้มากขึ้น และการอยู่ในท่าทางนี้สะสมเป็นเวลานาน จะส่งเสริมให้กระดูกคอเสื่อมได้ง่าย
หากคุณต้องใช้โทรศัพท์ตลอดเวลาในขณะทำงาน การหนีบโทรศัพท์ไว้ที่ไหล่ จะทำให้กล้ามเนื้อคอ บ่า และไหล่ ทำงานหนัก และส่งเสริมการกดทับหลอดเลือดและเส้นประสาทที่คอ ทำให้เกิดอาการปวด (แนะนำให้ใช้มือจับโทรศัพท์คุยหรือเลือกใช้อุปกรร์เสริม เช่น หูฟัง หรือ สมอลทอร์ค)
จากงานวิจัยเรื่องผลการปรับสถานที่เพื่อรักษาอาการปวดหลังส่วนล่างจากการทำงาน ผลกการวิจัยพบว่า การปรับสถานที่ทำงาน ทั้งในส่วนของการวางคอมพิวเตอร์ จัดโต๊ะทำงาน ปรับความสูงของเก้าอี้และโต๊ะทำงาน เป็นวิธีการรักษาอาการปวดหลังส่วนล่างจากการทำงานที่ดีที่สุด มีผลให้
1.ลดอาการปวด
2.ส่งเสริมการกลับมาทำงานได้เร็วขึ้น
3.ลดอัตราการปวดหลัง
หนึ่งวิธีรักษาออฟฟิตซินโดรมที่ดี คือการปรับท่าทางการทำงาน และการจัดโต๊ะทำงานให้เหมาะสมกับงานของเรา ท่านั่งที่ผิดและสถานที่ทำงานที่ไม่เหมาะ จะทำให้เราเกิดอาการปวด เมื่อย และล้าจากการทำงานได้ง่าย หากจัดท่าทางให้เหมาะสมเราจะทำงานได้ดีและไม่มีอาการปวด
มาปรับท่าทำงานกันเถอะ!!
- หน้าจอห่างจากตัว 1 ช่วงแขน
- ขอบหน้าจอด้านบน อยาตรงกับระดับสายตา
- หน้าจออยู่ตรงกับที่นั่ง ไม่ตั้งเอียง
- โต๊ะสูงพอให้วางข้อศอกได้โดยไม่ยกไหล่
- ความสูงเก้าอี้ที่ดีคือ สะโพกงอ ประมาณมุมฉากและเท้าถึงพื้น
- หากเท้าไม่ถึงพื้นให้หาที่รอง
- เบาะเก้าอี้ยาวพอให้วางขาได้โดยไม่กดทับที่ข้อพับเข่า
- เก้าอี้มีผนังพิงแบบเต็มหลังและสามารถเอนพิงได้
มาจัดโต๊ะทำงานกันเถอะ!! ให้แบ่งโต๊ะทำงานเป็น 3 โซน
- โซน 1 (ระยะเอื้อมได้ขณะงอศอก) วางของที่ใช้บ่อย เช่น คีย์บอร์ด เมาส์ และใช้เป็นที่ประจำในการทำงาน ไม่ควรวางของเยอะ
- โซน 2 (ระยะเอื้อมได้จณะเหยียดศอก) ใช้วางของที่ใช้เป็นประจำ เช่น เอกสาร โทรศัพท์ เป็นที่ใช้ทำงานในบางครั้ง
- โซน 3 (ระยะเอื้อมไม่ได้) ไม่เหมาะกับการทำงาน ใช้วางของที่นานๆ ใช้ หรือ อันตราย เช่น กล่องเอกสาร ถ้วย กาแฟ ของมีคม
ไม่ว่าจะจัดสถานที่ทำงานและดูแลตัวเองดีขนาดไหน เราก็แนะนำให้ทุกคนไม่อยู่ในท่าทางเดิมนานๆ พักผ่อนให้เพียงพอ และทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อสุขภาที่แข็งแรง
Home workplace syndromes อาการปวดจาก WFH
อาการปวดยอดฮิต
- ปวดคอ / ปวดหัว / ปวดบ่า,ไหล่ หน้ายื่น, หลังค่อม , เกร็งคอ/บ่า, เพ่งเยอะ, กล้ามเนื้อสะบักไม่แข็งแรง ลฯล
- ปวดหลัง / ปวดสะโพก หลังค่อม, เกร็งหลัง, กล้ามเนื้อแกนกลางไม่แข็งแรง, กล้ามเนื้อสะโพกไม่แข็งแรง ฯลฯ
- ปวดข้อมือ / ชามือ / นิ้วล็อค กำเมาส์, เกร็งนิ้ว / ข้อมือ, กล้ามเนื้อสะบักไม่แข็งแรง
อาการและสาเหตุของอาการปวดมีมากมายแล้วแต่บุคคล หากออกกำลังกายไม่หาย แนะนำให้ปรึกษานักกายภาพบำบัด เพื่อตรวจร่างกายเฉพาะบุคคล หาต้นเหตุของอาการ
ท่าออกกำลังกายลดอาการปวด
บริหารกล้าม “เนื้อสะบัก”
1.นั่งหลังตรงไม่แอ่น เท้าถึงพื้น อาจจะใช้บอลเล็กหนีบบริเวณเข่า แล้วใช้ยางยืดผูกบริเวณต้นแขน แล้วยกแขนระดับปาก กางแขนระดับหัวไหล่
2.หายใจเข้าพุงป่อง ออกแรงบริเวณสะบักหนีบไปทางด้านหลัง แล้วค่อยๆ ยกแขนขึ้นระดับสายตา ร่วมกับกางแขนออกเล็กน้อยและหมุนแขนเข้าหาลำตัว
3.นับเปล่งเสียง 1 2 3 4 5 โดยที่พุงยังป่องแล้วค่อยเอาแขนกลับลงมาระดับปากพร้อมกับหายใจออก
4.ทำซ้ำ 10 รอบต่อ 1 เซ็ต… 3 เซ็ตต่อวัน
บริหารกล้ามเนื้อ “สะบัก & แกนกลาง”
1.นอนหงาย ขาวางพาดเก้าอี้ พร้อมยกแขนขึ้น มุมไหล่และข้อศอกประมาณ 90 องศา
2.หายใจเข้าพุงป่อง ออกแรงหนีบบริเวณสะบักให้แนบกับเตียงแล้วค่อยๆ ยกแขนขึ้น โดยที่สะบักยังติดกับเตียงอยู่ ไม่ลอยตลอดการเคลื่อไหวแขนขึ้น ยกไปเท่าที่ยังสามารถควบคุมสะบักให้แนบเตียงได้
3.นับเปล่งเสียง 1 2 3 4 5 โดยที่พุงยีงป่องอยู่ แล้วหายใจออกค่อยๆ ผ่อนแขนลงละดับ 90 องศาดังเดิมโดยที่สะบักยังแนบเตียงงตลอดการเคลื่อนไหว
4.ทำซ้ำ 10 รอบต่อ 1 เซ็ต… 3 เซ็ตต่อวัน
บริหารกล้ามเนื้อ “แกนกลาง & สะโพก”
1.นอนหงาย เท้าวางยันกำแพง เข่ากับสะโพกงอ 90 องศา ขากางระดับสะโพกแขนวางลำตัว
2.หายใจเข้าพุงป่อง แล้วออกแรงกดแขนทั้งสองข้างแนบกับเตียงและยกก้นขึ้นเหนือเตียงเท่าที่สะบักยังติดอยู่กับเตียง (ถ้ายกก้นสูงเกินไป สะบักจะลอยไม่เนบเตียง)
3.นับเปล่งเสียง 1 2 3 4 5 โดยที่พุงยังป่องอยู่ แล้วค่อยๆ วางก้นลงกับเตียงเหมือนเดิม พร้อมกับผ่อนลมหายใจออก
4.ทำซ้ำ 10 รอบต่อ 1 เซ็ต… 3 เซ็ตต่อวัน
บริเวณกล้ามเนื้อ “แกนกลางลำตัว”
1.อยู่ท่าตั้งคลาน แขนกางระดับหัวไหล่ เข่ากางระดับสะโพก อาจจะใช้บอลหนีบระหว่างเข่า
2.แบมือลงน้ำหยักเต็มฝ่า หายใจเข้าพุงป่องแล้วออกแรงหนีบสะบักมาทางด้านหลัง มือดันกับพื้น
3.นับเปล่งเสียง 1 2 3 4 5 โดยที่พุ่งยังป่องอยู่ แล้วค่อยๆ หายใจออกแล้วผ่อนสะบักลง
4.ทำซ้ำ 10 รอบต่อ 1 เซ็ต… 3 เซ็ตต่อวัน
หมอนรองกระดูกเคลื่อน
กระดูกสันหลังของเราจะมีหมอนรองกระดูกสันหลังอยู่ตรงกลาง ลักษณะคล้ายเยลลี่ทำหน้าที่รองรับและกระจายแรง ทำให้กระดูกสันหลังเราเคลื่อนไหวได้หลายทิศทาง และยังมีเส้นประสาทวิ่งรอดผ่านไปตามแนวกระดูกสันหลังด้วย
หมอนรองกระดูกสันหลัง
เอ็นห่อหุ้ม : ไม่ให้สารน้ำตรงกลางไหลออกมา ทำหน้าที่เพิ่มความมั่นคงต่อข้อกระดูกสันหลัง
เจล (น้ำ) : ที่อยู่ตรงกลาง ทำหน้าที่กระจายแรง ทำให้กระดูกสันหลังเคลื่อนไหวได้
หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน คือ เอ็นที่ห่อหุ่มฉีกขาดทำให้ สารน้ำ ที่อยู่ตรงกลางไหลออกมา เมื่อหวานรองกระดูกสันหลังเคลื่อนออกมาจากแนวเดิม ทำให้ไปกดทับเส้นประสาท ทำให้เรามีอาการปวด ชา ร้าว ไปตามทางเดินของเส้นประสาทที่ถูกกดทับ (เส้นประสาทที่ออกจากกระดูกสันหลังส่วนคอจะเลี้ยงไปตามแขน, เส้นประสาทที่ออกจากกระดูกสันหลังส่วนอกจะไปเลี้ยงกลางลำตัว, เส้นประสามที่ออกจากกระดูกสันหลังส่วนหลังจะเลี้ยงไปตามก้นและขา) นั่นเป็นสาเหตุที่ทำไมหมอนรองกระดูกสันหลังที่เคลื่อนออกมากดทัยที่คอเราถึงมีอาการชาร้าวลงแขน กดทับที่หลังทำให้ชาร้าวลงกันและขาได้
อาการ
- ปวด ร้าว แปล๊บ ชา แสบร้อน ลงแขน (หมอนรองกกระดูกสันหลังส่วนคอ), ลงก้นหรือขา (หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนหลัง)
- มีอาการเมื่อไอ จาม เบ่งถ่าย
- มีอาการเมื่อเริ่มเคลื่อนไหวหรืออยู่ท่าใดท่าหนึ่งนานๆ (การเคลื่อนไหวยั้ยหรือท่านั้นไปในทิศที่กดหมอนรองกระดูกสันหลังให้เคลื่อนที่ออกมา)
- มีอาการอ่อนแรง (จากการกดทับเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อนั้นๆ)
สาเหตุ
- การคงค้างอยู่ท่าใดท่าหนึ่งนานๆ ทำให้มีแรงกดอัดต่อหมอนรองกระดูกสันหลังในทิศเดิมเรื่อยๆ จนทำให้มันเคลื่อนออกมา
- การใช้งานในปริมาณมากเกินกำลัง รวมถึงการใช้งานในท่าทางที่ไม่เหมาะสม
- การเกิดแรงเฉือนอย่างรวดเร็วและรุนแรงต่อกระดูกสันหลังคอหรือหลัง
- การเกิดอุบัติเหตุที่มีแรงกระแทกต่อกระดูกสันหลัง
แรงกดของหมอนรองกระดูกสันหลัง
- ยืนตรง จะมีแรงกเของน้ำหนักตัวกดตรงๆ ลงบนหมอนรองกระดูกสันหลังตลอดเวลา
- เอียงตัว หมอนรองกระดูกกสันหลังจะเคลื่อนที่ไปด้านตรงข้าม
- ก้มหลัง หมอนรองกระดูกสันหลังจะเคลื่อนที่ไปด้านหลัง
- แอ่นหลัง หมอนรองกระดูกสันหลังจะเคลื่อนที่ไปด้านหน้า
ระดับความรุนแรงการเคลื่อนของหมอนรองกระดูกสันหลัง
- เริ่มมีการเสื่อม
- ส่วนของสารน้ำเริ่มเคลื่อนออกมาในเอ็นห่อหุ้ม
- เอ็นหุ้มหมอนรองฉีกขาดสารน้ำปลิ้นออกมา
- หมอนรองกระดูกสันหลังแตกหลุดออกมา (อาจต้องผ่าตัด)
การดูแลตัวเอง ไม่ให้เป็นหมอนรองกระดูสันหลังเคลื่อน
- ระมัดระวังในการเปลี่ยนท่าทางอย่างรวดเร็ว
- ระมัดระวังให้ตนเองอยู่ในท่าทางที่เหมาะสม
- oไม่อยูท่าใดท่าหนึ่งนานๆ
- ไม่ยกของหนักเกินกำลัง
- ออกกำลังให้กล้ามเนื้อแกนกลางแข็งแรง
- การสูบบุหรี่ (ออกซิเจนไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกสันหลังไม่ได้ ทำให้เสื่อมง่าย)
การตรวจวินิจฉัย
แพทย์ การถ่ายภาพรังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า MRI จะเห็นลักษณะการเคลื่อนของหมอนรองกระดูกสันหลังได้ชัดเจนว่าสามารถรักษาทางกายภาพบำบัดได้หรือต้องผ่าตัด
นักกายภาบำบัด ซักประวัติ ตรวจการเคลื่อนไหวของร่างกายเพื่อดูทิศทาง การเคลื่อนของหมอนรองกระดูกสันหลัง ตรวจความตึงตัวและการตอบสนองของเส้นประสาท ตรวจความแข็งแรงและการตอบสนองของกล้ามเนื้อ
ส่วนใหญ่รักษาด้วยวิธีอนุรักษ์ คือ การรักประทานยา หรือรักษาด้วยกายภาพบำบัดที่ค่อนข้างได้ผลดี แต่ว่าผู้ป่วยต้องมีเวลาสำหรับการรักษา ต้องลงงาน 2-3 วัน ถึง 5-7 วัน และนอนพักผ่อนมากๆ ส่วนใหญ่มักจะฟื้นคืนหายเกือบปกติหรือกลับมาทำงานได้
การรักษาทางกายภาพบำบัด
- ประคบเย็น (มีอาการอักเสบ ปวด บสท แดงร้อน)
- ประคบร้อน (คลายกล้ามเนื้อ เพิ่มการไหลเวียน)
- Mckenzie’s exerxise (การออกกำลังกายเพื่อขยับหมอนรองกระดูกสันหลังให้เคลื่อนเข้าสูปกติ) ในผู้ที่หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนไปด้านหลัง อาจเกิดจากการนั่งหลังค่อม ก้มหลังยกของหนัก มักมีอาการปวด ชา ร้าวเมื่อก้มหลังหรือนั่ง (ใช้การออกกำลังกายแอ่นหลังแล้วกลับมาจุดเริ่มต้นเพื่อดันหมอนรองกระดูกสันหลังไปด้านหน้า เป็นจังหวะ 10 ครั้ง)
- ใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัดเพื่อลดอาการปวด อักเสบ เช่น เครื่องกระตุ้นไฟ (TENS) เครื่องบำบัดด้วยแสงเลเซอร์ (LASER)
- การดึงกระดูกสันหลัง (Cervixal/ Pelvis/ Iumbar traction) เพิ่มช่องว่าระหว่างกระดูสันหลัง ลดการกดทับของหมอนรองกระดูกสันหลัง
- 1.นอนหงานชันขาขึ้น 2 ข้าง หายใจเข้าให้ท้องล่างป่องออก ค้างไว้ 5 วินาที (นับออกเสียง) แล้วหายใจออกโดยที่หน้าท้องยังป่องอยู่ 2.นอนหงายยกขาและแขนขึ้นทั้ง 2 ข้าง หลังห้ามแอ่นตลอดเวลายกขาและแขนขึ้นลง หายใจเข้าให้ท้องล่างป่องออก ค้างไว้ 5 วินาที (นับออกเสียง) แล้วหายใจออกโดยที่หน้าท้องยังป่องอยู่ 3.นอนหงายชันขาขึ้นทั้ง 2 ข้าง เข่า 2 ข้างหนีบยบอล หายใจเข้าให้ท้องล่างป่องออก พร้องกับยกก้นขึ้นช้าๆ ค้างไว้ 5 วินาที (นับออกเสียง) แล้วหายใจออกเอาก้นลงโดยที่หน้าท้องยังป่องอยู่ 4.ตั้งเข่า ยกแขนหรือขาขึ้น คอและหลังต้องนิ่งตั้งตรง หายใจเข้าให้ท้องล่างป่องออก ค้างไว้ 5 วินาที (นับออกเสียง) แล้วหายใจออกโดยทีห่น้าท้องยังป่องอยู่
- ยืดขยับเส้นประสาทให้วานมารถเคลื่อนไหวได้ดี