• Banner-Slide-mindhomeclinic(1)
  • Banner-Slide-mindhomeclinic
  • Banner-Slide-mindhomeclinic-edit03
ระบบประสาท
ระบบประสาท
(อัมพฤกษ์/อัมพาต/ไขสันหลังบาดเจ็บ)

ฟื้นฟูทางระบบประสาทเพื่อฝึกการเรียนรู้ การเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง เพื่อผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชิวิตตามปกติตามศัพยภาพที่มีสูงสุด
  • ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก
  • ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งท่อน
  • ผู้ป่วยพาร์กินสัน
  • ไขสันหลังบาดเจ็บ
  • ผู้ป่วยกล้ามเนื้อ่อนแรง

โรคหลอดเลือดสมอง
สมอง ของเราทำงานเป็นจุดแลกเปลี่ยนข้อมูล และสั่งการการเคลื่อนไหวขออวัยวะต่างๆ แต่ละส่วนของสมองควบคุมอวัยวะที่แตกต่างกัน ซึ่งสมองแต่ละส่วนถูกเลี้ยงด้วยหลอดเลือดแขนงต่างๆ ที่แตกแจนงมาจากหลาอดเลือดใหญ่จากหัวใจ ดังนั้นหากสมองขาดเลือดจะทำให้สมองส่วนนั้นไม่ทำงาน ไม่สามารถสั่งการอวัยวะต่างๆ ได้

โรคหลอดเลือดสมอง คือ ภาวะที่หลอดเลือดภายในสมองไม่สามารถลำเลียงเลือดไปเลี้ยงสมองได้ ทำให้เกิดภาวะสมองขาดเลือดเฉียบพลัน ไม่สามารถทำงานหรือทำงานผิดปกติ ทำให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ ผิดปกติและนำไปสู่ภาวะพิการได้ ซึ่งเกิดได้จาก 3 เหตุหลักๆ ดังนี้
  • หลอดเลือดสมองแตก

หลอดเลือดสมองที่แตกอาจเนื่องจากแรงดันของเลือดที่สูงเกินไป หรือเส้นเลือดอยู่ในสภาที่ไม่สมบูรณ์ คือ เปราะ บาง หรือมีรายฉีกขาดอยู่แล้ว
  • หลอดเลือดสมองอุดตัน
  • หลอดเลือดสมองตีบ

หลอดเลือดเลือดตีบ เกิดจากภาวะอุดตันของเส้นเลือด ทั้งจากการมีลิ่มเลือดหรือลิ่มต่างๆ ไปอุดกั้น หรือที่เกิดการหนาตัวของเส้นเลือดเนื่องจากไขมันไปเกาะที่ผนังหลอดเลือด ทำให้ทางไกลของเลือดนั้นแคบลง ทำให้เกิดภาวะสมองขาดเลือดได้ สมองของเรามีการสั่งการที่ไขว้ส่วนกัน ดังนั้นร่างกายจึงแสดงอาการใรซึกตรงข้ามกับสมองซีกที่มีพยาธิสภาพ คือ กล้ามเนื้ออ่อนแรงกละเกร็งแข็ง ไม่สามารถควบคุมเคลื่อนไหวได้ (สมองซีกซ้ายคุมร่างกายซีกขวา สมองซีกขวาคุมร่างกายซีกซ้าย)

หากอยู่ๆ มีการเหล่านี้ไม่ต้องสังสัย อาจเป็นโรคหลอกเลือดสมอง (F A S T)
  • Face drooping หน้าเบี้ยว มุมปากตก
  • Arm Weakness แขน-ขาอ่อนแรงยกไม่ขึ้น
  • Speech พูดไม่ชัด พูดไม่ได้
  • Time to call 1669 โทร 1669 สายด่วนกรมการแพยท์และส่งโรงพยาบาลทันที ยิ่งเร็วผลกระทบต่อสมองยิ่งน้อย ทำให้ความพิการน้อยลง และฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

โรคหลอดเลือดสมอง จัดอยู่ในกลุ่มโรค NCDs (non-communicable disease) หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่า โรคเบาหวาน, โรคความดันโลหิตสูง, โรคอ้วนลงพุง

ซึ่งมาจาก “พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ดี” ขาดการออกกำลังกาย รับประทานอาการไม่ถูกโภชนาการ การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และความเครียดสะสม ซึ่งแต่ละโรคในกลุ่ม NCDs นั้นเมื่อเป็นแล้ว จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคอื่นๆ ด้วย

หากเป็นโรคหลอดเลือดสมองแล้วจะทำอย่างไรดี?
พบแพทย์เพื่อติดตามอาการ และรับยากลุ่มละลายลิ่มเลือด และยาอื่นๆ ที่รักษาโรคประจำตัวทีเป็นปัจจับส่งเสริม เช่น ความดันโลหิต ไขมันในเส้นเลือด เบาหวาน ฯลฯ และหากมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ ควรปรึกษานักกายภาพบำบัด เพื่อฝึกการเคลื่อนไหวและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากเป็นโรคหลอดเลือดสมอง
  • ศูนยเสียการรับรู้ ความรู้สึกและการรับรู้ของข้อต่อ
  • การทรงตัวแย่ลงเสี่ยงต่อการล้ม
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรงครึ่งซีก ทำให้เคลื่อนไหวได้บาก เหนื่อยง่าย ล้าง่าย ข้อไหล่หลุด เคลื่อนไหวหรือเดินได้ยากหรือไม่ได้เลย
  • การเลื่อนไหวไม่ประสานสัมพันธ์กัน
  • กล้อมเนื้อดูดกลืนอ่อนแรง ทำให้มีปัญหาสำลักหรือดูดกลืนได้ยาก
  • กล้อมเนื้อมือ่อนแรงทำงานต่างๆ ได้ยาก
  • กล้ามเนื้อแขนและขาครึ่งซีกหดเกร็งตัวค้าง ทำให้ข้อต่อติดแข็งหรือผิดรูป

การกายภาพบำบัดจะช่วยให้
  • การรับรู้ความรู้สึกดีขึ้น
  • การทรงตัวดีขึ้น
  • ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมากขึ้น
  • เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น
  • ทำกิจวัตรประจำวันได้

กายภาพบำบัด ทำอะไรบ้าง?
กระตุ้นกล้ามเนื้อและเส้นประสาทด้วยกระแสไฟฟ้า
เนื่องจากกล้ามเนื้อหดตัว (ทำงาน) ด้วยกระแสไฟฟ้าในร่างกาย จากการที่สมองสั่งการเส้นประสาท แต่ผู้ป่วยหลอดเลือดสมองที่สมองสั่งการผิดปกติจะทำให้กล้ามเนื้อมีอาการอ่อนแรง จึงต้องใช้กระแสไฟฟ้าจากภายนอกในการกระตุ้นกล้ามเนื้อเพื่อ 1. ชะลอกล้ามเนื้อฝ่อลีบ 2. เรียนรู้การเคลื่อนไหวที่ถูกต้องของกล้ามเนื้อมัดนั้นๆ

ส่งเสริมการออกกำลังเพื่อความพร้อมของร่างกาย
ร่างกายซีกที่อ่อนแรงนั้นจำเป็นที่ต้องได้รับการออกกำลังที่ถูกวิธี และไม่ส่งเสริมอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ เพื่อให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรง และทนทานเพียงพอกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน การทำกายภาพบำบัดจะใช้รูปแบบการออกกำลังกายที่หลากหลาย เช่น การยืดเหยียดกล้ามเนื้อเพื่อลดอาการเกร็งและตึงตัว, การออกกำลังกายที่มีและไม่มีแรงต้านโดยเน้นเฉพาะส่วน, การออกกำลังกาบเพื่อเพิ่มความทนทานของกล้ามเนื้อ และการทำงานของระบบหายใจและหัวใจ

สอนการเคลื่อนไหวบนเตียง และการเคลื่อนย้ายตัวเอง
หลังจากที่ร่างกายครึ่งซีกอ่อนแรงจะทำให้การเคลื่อนไหวลำบากมากขึ้น การทำหายภาพบำบัดจะช่วยสอนท่าทางการเคลื่อนที่เหมาะสมและง่ายมากขึ้น สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ อีกทั้งไม่กระตุ้นอาการเกร็งของร่างกาย ซึกที่พยาธิสภาพโดยประเมิรจากความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ยังมีแรงอยู่

ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดเล็กและฟื้นฟูการเคลื่อนไหวของมือ
กล้ามเนื้อมัดเล็กเป็นกล้ามเนื้อที่ฝ่อลีบได้ง่ายจากการไม่ใช้งาน อีกทั้งพยาธิสภาพของโรคก็ส่งเสริมให้การทำงานของมือทำได้ยากขึ้นทั้งจากความอ่อนแรง อาการเกร็งและการควบคุมการเคลื่อนไหวไม่ได้ การทำกายภาพบำบัดจึงเป็นการช่วยฝึกและออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงขจองกล้ามเนื้อมัดเล็กและฟื้นฟูการเคลื่อนไหวที่จำเป็นกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน

ฝึกการทรงตัว ป้องกันการล้ม
เนื่องจากการทำงานของข้อต่อต่างๆ นั้นทำงานประสานสัมพันธ์กันน้อยลง และการรับรู้ความรู้สึกและตำแหน่งของข้อต่อผิดปกติไป ความสามารถในการทรงตัวให้ตรงในท่าต่างๆ ทั้ง นั่ง ยืน เดิน จึงแย่ลง ล้มได้บ่อยมากขึ้น การทำกายภาพบำบัดจะเป้นการฟื้นฟูและกระตุ้นความสารมารถในการทรงตัว โดยผ่านกลไกของการรับบรูทั้ง proprioception, vestibular และ visual

ฟื้นฟูการเดินด้วยเครื่องช่วยเดิน
ผู้ป่วยที่มีรูปแบบการเดินที่ผิดแปลกไป เช่น เดินเซ เดินโยก เดินลากเท้า เนื่องจากการทำงานของร่างกายซีกที่มีพยาธิผิดแปลกไป แขนขาเกร็ง ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อยไหวได้ดั่งใจ และแต่ละข้อต่อเคลื่อนไหวไม่ประสานสัมพันธ์ การทำกายภาพบำบัดจะช่วยฟื้นฟูรูปแบบการเดินที่ถูกต้อง และช่วยฝึกการเดินด้วยเครื่องช่วยต่างๆ หากมีความจำเป็นต้องใช้

ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้
  • ข้อต่อติดแข็ง/ผิดรูป
  • แขน/ขาเกร็งผิดปกติ
  • ข้อไหล่เคลื่อนหลุด
  • เสี่ยงต่อการล้ม
  • โรคกระดูกสันหลังคด
  • โรคหลอดเลือดอุดตันและอักเสบ
ความเสี่ยงจะลดลงหากรับประทานยา ออกกำลังกายและทานอาหารที่ดี เพื่อฟื้นฟูร่างกายอย่างสม่ำเสมอ